<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-311692443249443806</id><updated>2011-04-21T12:32:21.026-07:00</updated><title type='text'>CD 493C-WIMALIN-NIP</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>cd 493c wimalin-nip</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09456388735777891604</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-311692443249443806.post-8968841102157229295</id><published>2007-08-29T21:26:00.000-07:00</published><updated>2007-08-29T21:26:14.354-07:00</updated><title type='text'>Take Home Exam</title><content type='html'>คำถามข้อที่ 1&lt;br /&gt;หากนักศึกษาจำเป็นที่จะต้องอธิบายให้กับบุคคลทั่วไปเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างคอนเซ็ปท์และไอเดีย นักศึกษาจะมีวิธีการอย่างไรในการอธิบายอย่างกระชับและแยบยล เพื่อให้สามารถทำความเข้าใจได้อย่างง่ายๆและถูกต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Concept- ความคิดที่เป็นนามธรรม&lt;br /&gt;Idea - สิ่งที่เป็นรูปธรรม มี Shape และ form&lt;br /&gt;เช่น พัด Concept ของพัด คือเครื่องมือที่ทำให้เกิดลม ( เย็น )&lt;br /&gt;แต่ Idea ของพัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยี เป็นพัดลม พัดลมเพดาน พัดลมมือถือ แอร์&lt;br /&gt;แต่ทั้งหมดยังคงอยู่บน Concept เดิม คือ เครื่องมือที่ทำให้เกิดลม ( เย็น )&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามข้อที่ 2&lt;br /&gt;จงอธิบายและให้คำจำกัดความของการเปลี่ยนแปลงสถานะของคอนเซ็ป ยกตัวอย่างที่สามารถเสนอการนำไปใช้ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม โดย&lt;br /&gt;ใช้หลักการที่ได้เรียนรู้จากการบรรยายในวิชานี้ตอบคำถามอย่างเป็นเหตุและผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงlสถานะของ Concept คือการที่ Concept ของสิ่งใดที่ถูกเปลี่ยนวิธีการนำไปใช้ทำให้เกิด Concept ใหม่ขึ้นมา&lt;br /&gt;เช่น กระป๋องน้ำอัดลม Concept- ไว้บรรจุของเหลว แต่เมื่อกระป๋องเปลี่ยนไปเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ หรือ โมบาย Concept ของมัน&lt;br /&gt;ก็เปลี่ยนไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามข้อที่ 4&lt;br /&gt;ไอคอน ( Icon ) คืออะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร กรุณาอธิบายให้ง่ายและกระชับสำหรับผู้ที่ไม่ความเข้าใจในเรื่องนี้มาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอคอน- ไอเดียที่ประสบความสำเร็จที่สุด คือ สิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจตรงกัน เช่น ถ้าพูดถึงไอคอนของรายการถึงลูกถึงคน ก็ต้องนึกถึงสรยุทธ์&lt;br /&gt;แต่ถ้าพูดถึงความรัก ทุกคนก็จะเข้าใจตรงกันว่าเป็นรูปหัวใจ&lt;br /&gt;คำถามข้อที่5&lt;br /&gt;แรงบันดาลใจกับจินตนาการเกี่ยวข้องกันในลักษณะใด&lt;br /&gt;จินตนาการก่อให้เกิดแรงบัลดาลใจ เหมือนว่าจินตนาการเป็นตัวขับเคลื่อนให้มีแรงบัลดาลใจที่ทำให้เกิดขึ้นจริง เช่น เมื่อก่อนคนคิดว่าอยากบินได้&lt;br /&gt;เหมือนนก (ก็เป็นจินตนาการในขณะนั้น ) ก็เลยนำจินตนาการนั้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดขึ้นจริง&lt;br /&gt;คำถามข้อที่ 7&lt;br /&gt;ในกรณีที่คอนเซ็ปท์ในงานออกแบบบางชิ้นเป็นแกนแข็งแรงและนิ่งอยู่แล้ว จะส่งผลอย่างไรกับไอเดีย ยกตัวอย่างประกอบเพื่อแสดงความเข้าใจ&lt;br /&gt;ต้องการตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบระหว่างงานออกแบบที่แกนนิ่ง และงานออกแบบที่แกนคอนเซ็ปท์ยังคงสามารถปรับไอเดียได้ตลอดเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานที่ Concep นิ่งอยู่แล้วจะส่งผลให้ไอเดียไม่เปลี่ยนเพราะว่าเราสามารถนึกภาพออกได้ว่าจะเป็นยังไงตั้งแต่คิด Concept ออกแล้ว&lt;br /&gt;เช่น ปากกา Concept ใช้บันทึกข้อมูล เป็น Concept ที่นิ่งเพราะรูปร่างของปากาไม่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้นขึ้นอยู่กับสรีระร่างกายที่ใช้ปากกาด้วย&lt;br /&gt;และงานออกแบบที่ที่แกน Conceptยังสามารถปรับเปลี่ยนไอเดียได้ เช่น แก้ว&lt;br /&gt;Concept- ของแก้วคือไว้บรรจุของเหลว แต่ไอเดียสามารถเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆเช่น นำไปใส่ลูกกวาด เหรียญ แต่รูปร่างจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักเพราะต้องรองรับกายภาพของมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;กลุ่มคำถามเชิงวิเคราะห์&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;คำถามข้อที่1&lt;br /&gt;จงอธิบายความแตกต่างระหว่างคอนเซ็ปท์ของตู้กับข้าวและตู้เย็น ทั้งสองอยู่บนคอนเซ็ปท์เดียวกันหรือไม่ หากนักศึกษาคิดว่าทั้งสองอยู่&lt;br /&gt;บนคอนเซ็บเดียวกัน กรุณาแจกแจงเหตุผลอย่างเป็นขั้นตอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Concept ของทั้งสองอย่างมี Concept เดียวกันคือ ใช้สำหรับเก็บอาหาร แต่ตู้เย็นเป็นหนึ่งไอเดียที่เพิ่งฟังก์ชั่นการใช้งานเพิ่มมากขึ้น&lt;br /&gt;และรองรับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นบนพื้นฐาน Concept เดิม&lt;br /&gt;Concept -ของตู้กับข้าวคือ ใช้เก็บอาหาร Concept-ของตู้เย็นคือใช้เก็บอาหาร(โดยใช้ความเย็น)&lt;br /&gt;ตู้เย็นมีฟังก์ชันเพิ่มขึ้น ที่จะทำให้สามารถเก็บอาหารให้ได้นานขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามข้อที่2&lt;br /&gt;นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่กับคำพูดว่า จินตนาการที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น มาจากจินตนาการของคนเพียงกลุ่มเล็กๆที่มีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ โปรดแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะหืและสังเคราะห์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นด้วย เพราะด้วยกลไกของการตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน ผู้ผลิตรถยนต์เป็นผู้กำหนดว่าจะนำรถยนต์รูปแบบใดมาขาย ส่วนมากที่พบเห็นและ&lt;br /&gt;ได้ใช้ฟังก์ชั่นก็จะไม่แตกต่างกันมาก ทั้งรูปร่างหน้าตาและฟังชั่นต่างๆในรถ ทั้งที่จริงเทคโนโลยีของรถยนต์ได้ผลิตไปมากกว่าที่นำมาขายหลายเท่า&lt;br /&gt;และเราซึ่งเป็นผู้บริโภคก็ต้องซื้อตามที่มีขายเราจึงตกอยู่ในอำนาจของกลุ่มคนที่มีอำนาจต่อรองทางเศณฐกิจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามข้อที่4&lt;br /&gt;จงเปรียบเทียบระหว่างการพูดและการเขียน ( Speech VS Writing ) อธิบายด้วยความเข้าใจจากองค์ประกอบต่างๆที่ได้จากวิชานี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพูด -เป็นการสื่อสารที่ออกมาจากสมองโดยตรง Speech แต่ การพูดแบบที่เตรียมตัวมาล่วงหน้าหาข้อมูลวิเคราะห์จะเป็นการพูดอีกแบบหนึ่ง&lt;br /&gt;การเขียน-เป็นการบันทึกที่มีการวิเคราะห์-และสังเคราะห์และเป็นการจดบันทึกการพูดอีกทีหนึ่งเพราะการพูดพูดได้หนเดียว&lt;br /&gt;เหมือนจากระบบแอนนาล็อคมาสู่ระบบดิจิตอล&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/311692443249443806-8968841102157229295?l=cd934cwimalin-b.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/feeds/8968841102157229295/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=311692443249443806&amp;postID=8968841102157229295' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default/8968841102157229295'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default/8968841102157229295'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/2007/08/take-home-exam.html' title='Take Home Exam'/><author><name>cd 493c wimalin-nip</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09456388735777891604</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-311692443249443806.post-7908303769797833739</id><published>2007-06-18T06:16:00.000-07:00</published><updated>2007-06-18T06:16:25.780-07:00</updated><title type='text'>โฟมคืออะไร</title><content type='html'>"โฟม" คืออะไร        "โฟม" เป็นคำที่รู้จักกันทั่วไปซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีความหมายกว้างมาก หากพิจารณาตามคำแปลหมายถึง "ฟู" โฟมในที่นี้หมายถึงพลาสติกที่ฟูหรือขยายตัว พลาสติกมากมายหลายประเภท และในบรรดาพลาสติกหลายประเภท ที่มีในโลกนั้น หากผ่านกระบวนการที่ใช้สารขยายตัว (Blowing Agent) ก็จะทำให้พลาสติกนั้นกลายเป็นโฟมได้ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า Foam Plastic ตัวอย่างของโฟมพลาสติกที่รู้จักกันทั่วไป เช่น ฟองน้ำ กล่องโฟมใส่อาหาร โฟมแผ่น โฟมฉีดพ่นเพื่อเป็นฉนวน เป็นต้น ซึ่งโฟมพลาสติกเหล่านี้ล้วนแต่ผลิตจากพลาสติกแตกต่างประเภทกันไป&lt;br /&gt;       ในที่นี้จะหมายถึงโฟมที่ผลิตจากพลาสติกประเภท Polystyrene / PS เท่านั้น ซึ่งใช้ทำกล่องโฟมใส่อาหาร และ โฟมลอยกระทง เป็นต้น ซึ่งโฟมพลาสติกประเภท Polystyrene / PS มี 2 ประเภทหลักคือ&lt;br /&gt;     1. Expandable Polystyrene / EPS ซึ่งใช้บรรจุสินค้ามีค่าต่างๆ เช่น โทรศัพท์ ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า และ หมวกกันน็อค โฟมกล่องน้ำแข็ง รวมถึงโฟมแผ่นและโฟมก้อนที่ใช้ทำถนนเป็นต้น         2. Polystyrene Paper / PSP ที่ใช้ทำถาดหรือกล่องโฟมบรรจุอาหาร&lt;br /&gt;กระบวนการผลิตโฟมเป็นอย่างไร         1. Expandable Polystyrene / EPS คือโฟม PS ที่ใช้ก๊าซ Pentane (C5H12) ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับ ก๊าซหุงต้ม หรือ Butane (C4H10) เป็นสารที่ทำให้ขยายตัว (Blowing Agent) ในระหว่าง&lt;br /&gt;กระบวนการผลิตที่เรียกว่า Polymerization เนื้อพลาสติก PS จะทำปฎิกิริยา กักเก็บก๊าซ Pentane เอาไว้ภายใน เมื่อนำมาผลิตโฟม EPS วัตถุดิบจะขยายตัวเมื่อได้ความร้อนจากไอน้ำ (Steam) กลายเป็นเม็ดโฟมขาวๆ จากนั้นจึงนำไปขึ้นรูป (Molding) ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ         - อัดขึ้นรูปเป็นรูปร่างต่างๆ ตามลักษณะแม่พิมพ์ที่ทำ (Shape Molding) เช่น เป็นกล่องน้ำแข็ง และบรรจุภัณฑ์ ต่างๆ         - อัดขึ้นรูปเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ( Block Molding) แล้วนำมาตัดตามขนาดและรูปร่างที่ต้องการ โดยทั่วไป โฟม EPS จะขยายตัวประมาณ 50เท่า และเมื่อขยายตัวแล้วจะมีอากาศเข้ามาแทนที่ถึง 98 % ของปริมาตร มีเพียง 2 % เท่านั้นที่เป็นเนื้อพลาสติก PS และนี่คือสาเหตุที่ทำให้โฟมมีขนาดใหญ่แต่กลับมีน้ำหนักเบา&lt;br /&gt;       คุณลักษณะนี้เองที่ทำให้โฟม EPS สามารถรองรับแรงกระแทกได้อย่างดี เหมาะสำหรับใช้ในการบรรจุสินค้า และยังรองรับการถ่ายเทน้ำหนักในแนวดิ่งโดยไม่เสียรูปทรง จึงสามารถใช้เป็นวัสดุในการทำถนน เพื่อแก้ปัญหาถนนทรุด และยังใช้เป็นฉนวนรักษาความร้อนและเย็น เนื่องจากอากาศที่มีอยู่ภายในถึง 98 % ทำหน้าที่เป็นฉนวนได้อย่างดี&lt;br /&gt;        2. Polystyrene Paper / PSP คือโฟม PS ที่ใช้ก๊าซหุงต้มหรือ Butane (C4H10) เป็นสารที่ทำให้ขยายตัว วัตถุดิบที่ใช้ ก็คือเม็ดพลาสติก PS ทั่วไป ซึ่งเข้าสู่ระบบการฉีดโดยใช้สกรูซึ่งมีความร้อนจากไฟฟ้าเช่นเดียวกับ การฉีดพลาสติกทั่วไป&lt;br /&gt;(Screw Extrusion) เมื่อเม็ดพลาสติก PS ผ่านสกรูความร้อนก็จะหลอมตัว ขณะที่จะออกจากปลายสกรูก็จะถูกฉีดก๊าซ Butane (C4H10) ซึ่งก็คือแก๊สหุงต้มที่ใช้ตามครัวเรือนผสมเข้าไปทำปฎิกิริยาให้พลาสติกที่กำลังหลอมนั้นเกิดการขยายตัวประมาณ 20 เท่า ฉีดออกเป็นแผ่นแล้วม้วนเข้าคล้ายม้วนกระดาษ (จึงเรียกว่า Polystyrene Paper / PSP) จากนั้นก็จะนำม้วนโฟม PSP ที่ได้ ไปขึ้นรูปด้วยความร้อนตามลักษณะแม่พิมพ์ (Thermal Forming) เช่นเป็นกล่องใส่อาหารหรือถาดเป็นต้น&lt;br /&gt;ทำไมโฟม EPS ถึงไม่ใช้สาร CFCs        สำหรับโฟม EPS นั้นเนื่องจากสาร CFCs มีจุดระเหยต่ำจึงยากต่อการกักเก็บไว้ในเม็ดวัตถุดิบ โฟม EPS จึงไม่เคย ใช้สาร CFCs เลย ตั้งแต่บริษัท BASF ของเยอรมันคิดค้นโฟม EPS ขึ้นมาเมื่อราวปี ค.ศ. 1950 สำหรับโฟม PSP นั้น การใช้ สาร CFCs ซึ่งมีราคาแพงกว่าก๊าซหุงต้มทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่า ผู้ผลิตจึงหลีกเลี่ยงไม่ใช้&lt;br /&gt;โฟมนำมารีไซเคิลได้อย่างไร        เนื่องจากโฟมทั้งสองประเภทคือพลาสติก PS ที่ขยายตัว จึงนำมาถูกรีไซเคิลได้โดยการบดให้มีขนาดเล็กแล้วนำกลับเข้ามาสู่กระบวนการหลอม โดยผ่านสกรูความร้อน (Screw Extrusion) หรือบด&lt;br /&gt;อัดด้วยใบมีดระบบ Agglomeration เพื่อให้กลายสภาพเป็นพลาสติก PS ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นสินค้าพลาสติกทั่วไป เช่น ตลับเทปเพลง ม้วนวีดีโอไม้บรรทัด เป็นต้น นอกจากนั้นโฟม EPS ยังสามารถนำมาบดให้มีขนาดใกล้เคียงกับเม็ดโฟมใหม่แล้วนำกลับไปใช้ผสมกับเม็ดโฟมในกระบวนการผลิตซ้ำได้อีก&lt;br /&gt;โฟม EPS ที่ใช้แล้วเอาไปทำอะไรได้บ้าง         นอกจากนำกลับไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลแล้ว โฟม EPS ที่ใช้แล้วยังสามารถจัดการได้ดังต่อไปนี้            1. ผสมดินเพื่อใช้ในการเพาะปลูก เนื่องจากโฟม EPS ที่บดแล้วจะช่วยให้ดินร่วนทรุย และอากาศที่อยู่ภายในจะเป็น ประโยชน์ต่อรากของพืช            2. ผสมคอนกรีตเพื่อใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากโฟม EPS มีคุณสมบัติเป็นฉนวนและมีน้ำหนักเบา การใช้โฟม EPS ที่บด แล้วผสมในคอนกรีต               จะทำให้ลดน้ำหนักวัสดุนั้น และยังรักษาอุณหภูมิของสถานที่ก่อสร้างได้อย่างดี            3. เผาเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากโฟม EPS มีอากาศภายในเป็นส่วนใหญ่หากถูกเผาโดยใช้ความร้อนสูงถึง ประมาณ 1,000 องศาเซลเซียส              จะทำให้การเผาโฟมที่บดแล้วนั้นเป็นไปโดยปราศจากสารที่เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อมโดยไม่ต้องใช้ เชื้อเพลิงใดใด โดยโฟม EPS ที่เผา              ด้วยกระบวนการดังกล่าว 1 ก.ก. สามารถให้พลังงานเท่ากับน้ำมัน 1.4 ลิตร&lt;br /&gt;สภาพการณ์การรีไซเคิลโฟม PS ภายในอุตสาหกรรม           การรีไซเคิลโฟม PS ในเมืองไทยมีสภาพการณ์เช่นเดียวกับการรีไซเคิลพลาสติกทั่วไป บรรดาผู้ผลิตโฟมทั้ง EPS และ PSP ต่างก็มีศักยภาพในการรีไซเคิลโดยการนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการลดต้นทุนวัตถุดิบ และจัดการของเสียจากการผลิต โดยอัตราของเสียในการผลิตโฟม EPS โดยเฉลี่ยไม่เกิน 5 % คิดเป็นปริมาณของเสียในแต่ละเดือนมีประมาณ 125 ตัน ส่วนอัตราของเสียในการผลิตโฟม PSP โดยเฉลี่ยไม่เกิน 20 % (ทั้งนี้เนื่องจากกรรมวิธีในการผลิต แตกต่างกัน จึงทำให้อัตราของเสียจากการผลิตไม่เท่ากัน) คิดเป็นปริมาณของเสียในแตละเดือนประมาณ 300 ตัน นอกจาก การรีไซเคิลโดยผู้ผลิตโฟมเองแล้วยังมีผู้รับซื้อของเสียจากโรงงานผลิตโฟมเพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นพลาสติก PS เกรดต่ำอีกด้วย&lt;br /&gt;       ในอดีตที่ผ่านมาการรีไซเคิลโฟม PS ที่จัดเก็บจากสาธารณะนั้น ยังมีไม่มากท่าที่ควรเนื่องจากประชาชนทั่วไปยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโฟม PS อันเป็นเหตุให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดี โดยเฉพาะประเด็นการรีไซเคิลโฟมซึ่งหลายๆ คนยังเข้าใจว่าโฟมยังรีไซเคิลไม่ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นกระบวนการจัดเก็บโฟม EPS ซึ่งมักจะมีขนาดใหญ่แต่มีน้ำหนักเบา ทำให้ต้นทุนของการขนส่งค่อนข้างจะสูงกว่าพลาสติกประเภทอื่น&lt;br /&gt;อุตสาหกรรมโฟม PS ในมืองไทย         อุตสาหกรรมโฟม PS ในเมืองไทยเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว โดยเริ่มจากการผลิตโฟม EPS ประเภทก้อนสี่เหลี่ยม (Block Molding) เพื่อใช้ทำผนังห้องเย็น   (Cold Storage Panel)    ต่อมาเมื่ออุตสาหกรรมในประเทศเริ่มเติบโตขึ้น การใช้โฟม EPS เพื่อบรรจุสินค้า โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์เพื่อการส่งออกจึงเริ่มขึ้นในราวปี พ.ศ. 2520 ต่อมาได้มีการใช้โฟม EPS ในการก่อสร้างอาคาร คอสะพาน และถนนอีกด้วย          ปัจจุบัน มีผู้ผลิตวัตถุดิบ EPS ในประเทศ 5 ราย และผู้ผลิตโฟม EPS ประมาณ 25 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีกำลังการผลิตโดยรวมประมาณ 2,800-3,000 ตันต่อเดือน&lt;br /&gt;โฟม EPS ที่ผลิตส่วนใหญ่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็คทรอนิคส์เพื่อการส่งออกเป็นหลัก นอกจากนั้นกล่องโฟมที่ผลิตจากโฟม EPS ยังใช้สำหรับบรรจุอาหารทะเลแช่แข็งเพื่อส่งออกเช่นกัน             สำหรับโฟม PSP นั้น เริ่มมีขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิตวัตถุดิบ (เม็ดพลาสติก PS) ในประเทศ 5 ราย และ ผู้ผลิตโฟม PSP 10 ราย ซึ่งมีเพียงรายเดียวที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ กำลังการผลิตโดยรวมในปัจจุบันประมาณ 1,300-1,500 ตัน ต่อเดือน โฟม PSP จะผลิตเป็นถาดหรือกล่องสำหรับใส่อาหารเป็นหลัก ซึ่งมีสัดส่วนในการส่งออกประมาณ 30%&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/311692443249443806-7908303769797833739?l=cd934cwimalin-b.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/feeds/7908303769797833739/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=311692443249443806&amp;postID=7908303769797833739' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default/7908303769797833739'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default/7908303769797833739'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/2007/06/blog-post_18.html' title='โฟมคืออะไร'/><author><name>cd 493c wimalin-nip</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09456388735777891604</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-311692443249443806.post-5881471547412600282</id><published>2007-06-12T19:42:00.001-07:00</published><updated>2007-06-12T19:42:46.269-07:00</updated><title type='text'>ความคาดหวังอะไรจากวิชานี้</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:lucida grande;"&gt;   &lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;    &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:lucida grande;"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;         ตอนที่ได้เรียนวิชานี้กับอาจารย์ครั้งแรก ก็เริ่มรู้ว่าเราต้องคิดอะไรให้มากกว่านี้ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:lucida grande;"&gt;&lt;span style="font-family:times new roman;"&gt;          สังเกตุสิ่งที่อยู่รอบๆ  ตัวมากขึ้น&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;   &lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;  ความคาดหวังอะไรจากวิชานี้&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;&lt;strong&gt;      &lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Arial;"&gt;     &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ตอนแรกที่ยังไม่ได้เรียนก็คิดว่าเราคงจะได้เรื่องของแนวความคิดที่ดียิ่งขึ้นเพราะที่ผ่านมาเราอาจจะคิดงานน้อยไป และจากที่อาจารย์หลายๆท่านแนะนำ โดยส่วนตัวเป็นที่เวลาอธิบายงานแล้วไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดตามที่เราคิดเหมือนแบบว่าเรา " พูดไม่ค่อยจะรู้เรื่อง "คงจะเป็นเพราะเราเรียบเรียงคำพูดได้ไม่ดีเท่าที่เราคิดมา และคิดว่าวิชานี้จะทำให้เราสามารถเรียบเรียงกระบวนการ คิด พูดให้ได้ดียิ่งขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;  อยากรู้วิธีคิดในแง่มุมต่างๆ เพราะเวลาส่งงาน บางทีอาจารย์ก็ถามบางอย่างที่เราตอบไม่ได้ นั้นคงเป็นพราะเราคิดไม่รอบด้าน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;  อยากรู้เวลาที่เราดูงานรอบ ๆ ตัวของว่าบางทีทำไมงานนี้ถึงต้องออกมาในลักษณะนี้ เพราะอะไร เพื่ออะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/311692443249443806-5881471547412600282?l=cd934cwimalin-b.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/feeds/5881471547412600282/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=311692443249443806&amp;postID=5881471547412600282' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default/5881471547412600282'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/311692443249443806/posts/default/5881471547412600282'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://cd934cwimalin-b.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='ความคาดหวังอะไรจากวิชานี้'/><author><name>cd 493c wimalin-nip</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09456388735777891604</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
